ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพที่สำคัญมีอะไรบ้าง
งานถม
๑. งานถม คือ การทำลวดลายลงบนผิว ภาชนะซึ่งเป็นเงินหรือทองให้เด่นขึ้นด้วยการถมโลหะสีดำลงในช่องว่างให้เต็ม มีหลักฐานว่า ไทยมีเครื่องถมใช้กันแล้วตั้งแต่ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) แต่เครื่องถมของไทยจะได้รับอิทธิพลมาจากที่ใด ยังไม่อาจหาข้อยุติได้ หากพิจารณาจากรูปลักษณะแล้ว เครื่องถมของไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องถมของเปอร์เซียและอินเดีย จึงอาจสันนิษฐานว่ามาจากแหล่งความรู้ เดียวกัน แต่ได้ดัดแปลงให้แปลกออกไปตามความนิยมของแต่ละชาติ การทำเครื่องถมจะทำได้เฉพาะกับเงินหรือ ทองเท่านั้น โลหะอย่างอื่น เช่น ทองแดงนั้นทำไม่ได้ เนื่องจากถมไม่ติด เว้นแต่จะนำไปชุบทองหรือเงินเสียก่อน ซึ่งถ้าใช้ไปนานๆ ทองหรือเงินที่ชุบไว้ก็จะหลุดออกหมด จึงไม่เป็นที่นิยมกัน
๒. งานคร่ำ คือ การฝังเส้นทอง หรือเส้นเงินเล็กๆที่บางราวกับเส้นผม ลงบนผิวหน้าของเครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็ก โดยจะต้องทำให้ผิวเหล็กเกิดเป็นรอยที่ละเอียด ด้วยการใช้เหล็กสกัดที่คมบางแต่แข็งแกร่ง ตีสับลายตัดกันไปมา บนผิวโลหะ ให้เกิดความขรุขระ จากนั้นจึงใช้เส้นทองหรือเส้นเงินตอกให้ติดเป็นลวดลายวิจิตรงดงามตามที่ต้องการ เครื่องเหล็กซึ่งนิยมทำคร่ำเงินหรือคร่ำทองมักเป็นเครื่องราชศัสตราวุธ เช่น พระแสงดาบ พระแสงหอก ขอพระคชาธาร ตลอดจนเครื่องใช้มงคลต่างๆที่ทำด้วยเหล็ก
ตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ
๓. งานตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ แมลงทับเป็นแมลงที่มีวงจรชีวิตสั้นเมื่อถึงฤดูก็จะตายเองตามธรรมชาติ โดยตกอยู่ตามโคนไม้ที่เป็นอาหารของมัน เช่น ต้นมะขามเทศ ปีกของมันมีสีเขียวเหลือบฟ้าหรือสีทองแดงเหลือบเหลือง ในสมัยโบราณเคยมีการนำมาปักลงบนผ้าสไบ ทำให้มีสีสันงดงามมาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริให้นำปีกแมลงทับมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับชนิดต่างๆ ต่อมาได้ทดลองนำปีกแมลงทับมา ตกแต่งนกที่แกะสลักจากไม้ โดยตัดปีกแมลงทับเป็นเส้นเล็กๆอย่างขนนก แล้วติดจนทั่วตัวนกเกิดเป็นงานศิลปะ ที่งดงามขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากนั้นทรงพระราชดำริให้ตัดปีกแมลงทับเป็นเส้นเล็กลงไปอีก แล้วสอดสลับลายกับย่านลิเภา นับเป็นงานประณีตศิลป์สำคัญที่ยังไม่เคยมีผู้ใดคิดประดิษฐ์มาก่อน
เครื่องทอง
๔. งานเครื่องเงินและเครื่องทอง คนไทยรู้จักวิธีการทำเครื่องเงินและเครื่องทองมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ทั้งที่เป็นเครื่องประดับตกแต่ง ภาชนะใช้สอย และของที่ระลึก
ผ้าจก
๕. งานทอผ้าจก ผ้าจกเป็นผ้าทอผืนแคบๆ ซึ่งอาจทอขึ้นจากฝ้ายหรือไหม หรือผสมผสานกันทั้งสองอย่างก็ได้ คำว่า “จก” มีความหมายว่า “ล้วง” หรือ “ควัก” ซึ่งอธิบายให้เห็นว่า การทอผ้าชนิดนี้จะต้องมีการทอและปักไปพร้อมๆกัน ผ้าชนิดนี้นิยมใช้เป็นส่วนประกอบตกแต่งผ้าผืนใหญ่ โดยเฉพาะผ้าซิ่น ซึ่งเมื่อประกอบเชิงด้วยผ้าจกแล้ว ก็เรียกว่า ผ้าซิ่นตีนจก ศิลปะการทอผ้าจก สืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายลาวพวน ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย การทอผ้าจกมีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อน ลวดลายของผ้าทั้งที่ทอ และปักจะถูกสอยหรือดึงขึ้นมาด้วยขนเม่น เกิดเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เดิมมักเป็นลายหน้ากระดาน หรือลายแถบคั่นเป็นชั้นๆ ต่อมาได้มีการดัดแปลงลวดลายและสีสันให้มีหลากหลายยิ่งขึ้น
ผ้าไหมแพรวา
๖. งานทอผ้าไหมแพรวา เป็นศิลปหัตถกรรมของชาวผู้ไท จังหวัดกาฬสินธุ์ ลักษณะเป็นผ้าสไบ มีลวดลายและสีสันต่างๆ ผสมผสานกันอยู่บนพื้นสีแดงเข้ม การทอผ้าไหมแพรวาเป็นการทอผสมกับการปักไปพร้อมๆกัน ใช้เส้นไหมละเอียดล้วน ส่วนที่เป็นลายใช้วิธีสะกิดเอาเส้นไหมสีต่างๆขึ้นมา เรียกกันว่า การยกขิด ซึ่งมาจากคำว่า “สะกิด” นั่นเอง
ผ้าไหมมัดหมี่
๗. งานทอผ้าไหมมัดหมี่ การทอผ้าไหมมัดหมี่ทำกันมานานแล้วในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน วิธีการทำผ้าไหมมัดหมี่มีขั้นตอนต่างๆคือ ขั้นตอนแรกต้องฟอกไหมให้สะอาด โดยนำลงแช่ในน้ำด่าง แล้วใส่หม้อต้ม จากนั้นจึงนำไปล้าง น้ำเย็น แล้วผึ่งแดดให้แห้งขั้นตอนที่สองคือ การนำเส้นไหมที่ฟอกสะอาดแล้วมาพันใส่หลักหมี่ แล้วเอาเชือกกล้วยหรือเชือกฟางมามัดเส้นไหมเป็นตอนๆตามแต่จะต้องการให้เป็นลวดลายเช่นใด จากนั้นจึงนำเส้นไหมที่มัดแล้วนี้ไปย้อมสี เพื่อให้เกิดลวดลายและสีสันที่ต้องการปรากฏบนผืนผ้า เมื่อย้อมสีเสร็จแล้ว จึงแก้เชือกที่มัดอยู่ออก แล้วนำเส้นไหมมากรอเข้ากับหลอด โดยต้องระมัดระวังลำดับให้ถูกต้อง มิฉะนั้น ผืนผ้าที่ทอออกมาจะไม่ได้ลวดลายตามที่ต้องการหรือไม่เรียบร้อย ขั้นตอนสุดท้ายคือ การนำเส้นไหมที่ย้อมสีแล้ว ทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่งมาทอเป็นผืน ก็จะเกิดเป็นผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายต่างๆตามที่ต้องการ เช่น ลายต้นไม้ ดอกไม้ และตัวอักษรต่างๆ
กระเป๋าหมากย่านลิเภา
๘.งานจักสานย่านลิเภา เครื่องจักสานย่านลิเภามีมากในภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพืชไม้เถา ชนิดนี้ แต่มาเจริญรุ่งเรืองแถบเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมา ศิลปหัตถกรรมนี้ได้แพร่หลาย เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการตกแต่งกระเป๋าหมาก ย่านลิเภาด้วยโลหะหรือวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ นาก เงิน และงาช้าง หลังจากนั้นความนิยมเครื่องใช้ ย่านลิเภาจึงได้ค่อยๆลดลง จนความรู้เกี่ยวกับ งานจักสานย่านลิเภาเกือบจะสูญหายไป เพิ่งมาได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและ ได้กลายเป็นศิลปหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อมากอย่างหนึ่งในปัจจุบันนี้
กระเป๋าจากไม้ไผ่ลายขิด
๙. งานจักสานไม้ไผ่ลายขิด เป็นศิลปหัตถกรรมของภาคอีสาน เดิมใช้สำหรับทำเป็นภาชนะต่างๆ ในครัวเรือน เช่น กระบุง ตะกร้า ซึ่งความต้องการของตลาดมีอยู่ในวงจำกัด และสินค้า ยังจำหน่ายได้ในราคาค่อนข้างถูก ทั้งๆที่การจักสานไม้ไผ่ ลายขิดทำได้ยากยิ่ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงได้พัฒนารูปแบบ ของผลิตภัณฑ์ให้สามารถจำหน่ายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และมีราคาสูงขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าถือ และแจกัน การจักสานไม้ไผ่ลายขิดต้องอาศัยความประณีตในการนำเส้นตอก จากไม้ไผ่เส้นเล็กละเอียด ที่ย้อมสีแล้วนำมาสานเป็นลวดลายบนโครงไม้ไผ่ที่ขึ้นเป็นรูปร่างต่างๆ จากนั้นใช้หวายเส้นเล็ก ถักขอบให้แข็งแรง ทนทาน รวมทั้งใช้ทำหูเครื่องจักสานนั้นด้วย
งานแกะสลักไม้
๑๐. งานแกะสลักไม้ มีอยู่ ๒ ลักษณะ คือ การแกะเป็นภาพนูนบนเนื้อไม้ และการแกะลอยตัว เป็นงานที่ต้องอาศัยความ ประณีตและความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะถ้าแกะสลักเนื้อไม้ส่วนใดส่วนหนึ่งผิดพลาดไป ก็จะทำให้งานเสียหาย ไปทั้งชิ้น นอกจากความประณีตในการแกะสลักเป็นลวดลายบนเนื้อไม้แล้ว การออกแบบภาพนูน หรือไม้แกะสลักลอยตัว อย่างมีศิลปะ ก็มีความสำคัญในการเพิ่มคุณภาพและเพิ่มราคาของสินค้าให้สูงขึ้น เป็นที่ต้องการของตลาด
เครื่องปั่นดินเผา
๑๑. งานเคลือบดินเผา เป็นงานที่ทำต่อเนื่องจากงานปั้นและงานเขียนลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผา โดยในขั้นตอนแรก จะต้องปั้นดินให้เป็นรูปสิ่งของ รูปคน หรือรูปสัตว์ตามที่ต้องการ แล้วทำพิมพ์เพื่อผลิตงานปั้นนั้นออกมา ตามจำนวนที่ต้องการ จากนั้นนำไปเผาเสียคราวหนึ่ง ก่อนนำมาตกแต่งเขียนลวดลายสีสัน หรือเคลือบน้ำยาสี เพื่อให้งดงามและทนทาน เครื่องเคลือบดินเผาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นที่นิยมมาก เพราะเป็นงานศิลปะที่มี เอกลักษณ์ แต่ละชนิดมีจำนวนไม่มากและเขียนลวดลายด้วยมือ เครื่องเคลือบดินเผาที่มีขนาดใหญ่จะเขียน ภาพศิลปวัฒนธรรมหรือภาพธรรมชาติของไทย ตามพระราโชบายในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่จะถ่ายทอดความเป็นไทยฝากไว้ในเครื่องเคลือบดินเผา และจารึกศิลปวัฒนธรรมของยุคนี้เก็บไว้ได้จนชั่วลูกชั่วหลาน
งานสลักหนัง
๑๒. งานสลักหนัง เป็นการนำหนังโค และกระบือ หรือหนังสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง มาฉลุลวดลายเป็นภาพตัวละคร ส่วนมากเป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ แล้วลงสีต่างๆ หรือสีดำเพื่อให้ลวดลายเด่นชัดขึ้น นิยมนำมาใช้ในการเล่น มหรสพตั้งแต่สมัยโบราณ แบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ หนังใหญ่ และหนังตะลุง หนังใหญ่ คือการเชิดหนังที่ทำตัวละคร ขนาดใหญ่ แต่ละแผ่นอาจสูงถึง ๒ เมตร และกว้าง ๑.๕ เมตร ส่วนหนังตะลุง คือ การเชิดแผ่นหนังที่ทำเป็นรูปตัว ละครขนาดเล็ก นิยมเล่นกันในภาคใต้ การสลักหนังต้องอาศัยการร่างภาพที่งดงามและถูกต้อง ลงบนแผ่นหนังที่เตรียมไว้ แล้วฉลุให้เป็นลวดลายตามภาพที่ร่างนั้น ปัจจุบันมีผู้นิยมนำงานสลักหนังของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาใช้เป็น เครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังที่มีขนาดเล็กเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศ เพราะมีน้ำหนักเบาและเก็บรักษาง่าย
แกะสลักหิน
๑๓. งานสลักหิน เป็นการแกะสลักหินที่มีเนื้ออ่อนให้มีรูปร่างและลวดลายต่างๆ ตามที่ต้องการอาจแกะสลักเป็นภาพนูน บนแผ่นหินเรียบ หรือแกะสลักเป็นประติมากรรมลอยตัวก็ได้ โดยอาศัยการออกแบบที่มีศิลปะและวิจิตรงดงาม หินที่นิยมนำมาใช้ในการแกะสลักของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือ หินสบู่
งานปัก
๑๔. งานปัก ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือการปักสอยแบบไทย เป็นงานประณีตที่ต้องใช้ความชำนาญ ผสมผสานกับ จินตนาการในการปักลวดลายและสีสันอันหลากหลายของเส้นไหม เมื่อสำเร็จออกมาแล้วจะเป็นภาพที่งดงามและ มีชีวิตชีวาราวกับภาพเขียน หรือภาพถ่าย
ดอกไม้ประดิษฐ์
๑๕. งานดอกไม้ประดิษฐ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริว่า ดอกไม้พื้นเมืองของไทยนั้น ปัจจุบันหาดูได้ยาก คนรุ่นหลังส่วนมากไม่ค่อยรู้จัก เช่น ดอกสารภี อังกาบ จันทน์กะพ้อ จึงควรประดิษฐ์ไว้ให้คนไทยได้ดูกัน โดยประดิษฐ์ให้เหมือนจริง ทั้งสี ขนาดและรูปทรงของกลีบ ใบ กิ่ง ก้าน และเลือกหาวัสดุ เช่น ผ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลีบดอกไม้ธรรมชาติมากที่สุดมาใช้ในการประดิษฐ์ การย้อมสีก็ให้ประณีตและพิถีพิถันเพื่อให้เหมือนจริง ปัจจุบันดอกไม้ประดิษฐ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกบัวชนิดต่างๆ และดอกไม้นานาชนิด ที่ไม่ค่อยมีผู้ประดิษฐ์จำหน่ายในท้องตลาด
ดูเพิ่มเติมเรื่อง การแต่งกายของคนไทย เล่ม ๑๘ ภูมิปัญญาชาวบ้าน เล่ม ๑๙ ศิลปะการทอผ้าไทย และเครื่องถม เล่ม ๒๑ และภูมิ ปัญญาไทย เล่ม ๒๓
หัวข้อก่อนหน้า